กายภาพบำบัด ใน เชียงใหม่

ค้นหาคลินิก ที่ดีที่สุดสำหรับ กายภาพบำบัด ใน เชียงใหม่

กับ Mor Dee คุณสามารถค้นหา 2 สถานพยาบาลที่ให้บริการ กายภาพบำบัด ใน เชียงใหม่. ราคาที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ฿1,281 - รีบจองด่วน!

กายภาพบำบัด ใน ประเทศไทย

ราคา: ฿ 500

กายภาพบำบัด ใน พัทยา

ราคา: ฿ 1,281

กายภาพบำบัด ใน กรุงเทพ

ราคา: ฿ 500

เต๋าการ์เด้น เฮลธ์สปา แอนด์รีสอร์ท
3.9

เต๋าการ์เด้น เฮลธ์สปา แอนด์รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ ดอยสะเก็ด, เชียงใหม่, ประเทศไทย ให้การรักษาด้าน กายภาพบำบัด โดยมีทั้งหมด 5 แบบการรักษา แยกเป็น 2 ประเภทความเชี่ยวชาญเฉพาะ โดยราคาสำหรับการรักษา กายภาพบำบัด นี้เริ่มต้นที่ ฿1,300 บาท ซึ่งในขณะที่ราคาเฉลี่ยของทุกสถานพยาบาลในประเทศอยู่ที่ประมาณ ฿1,070 บาท โดยการรักษาในคลินิกนี้ จะมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ซึ่งมีแพทย์จำนวนกว่า 7 ท่าน ให้การรักษาอยู่ และ ซึ่งได้รับมาตรฐานการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของ รับรองมาตรฐาน ISO 9001:2008

฿1,300 กายภาพบำบัด ดูรายละเอียดและอ่านรีวิว โทรเลย
โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ตั้งอยู่ที่ เมืองเชียงใหม่, เชียงใหม่, ประเทศไทย ให้การรักษาด้าน กายภาพบำบัด โดยมีทั้งหมด 7 แบบการรักษา แยกเป็น 6 ประเภทความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะนี้ที่ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ยังไม่มีข้อมูลราคาสำหรับ กายภาพบำบัด แต่คุณสามารถขอใบเสนอราคาได้ ซึ่งในขณะที่ราคาเฉลี่ยของทุกสถานพยาบาลในประเทศอยู่ที่ประมาณ ฿1,070 บาท ยังไม่มีข้อมูลสำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และ ยังไม่ได้รับมาตรฐานการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลใดๆ

สอบถามราคา กายภาพบำบัด ดูรายละเอียดและอ่านรีวิว โทรเลย

    ทำไมต้อง Mordee?

    ที่Mor Dee, เราทำให้การได้รับข้อมูลและเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องง่าย. คุณสามารถ ค้นหา, เปรียบเทียบราคา, แลกเปลี่ยนความคิดเห็น, และ ทำการนัดหมาย สำหรับศัลยกรรมหรือการรักษาที่คุณสนใจได้ในที่เดียวกัน. เราทำให้คุณเข้าถึงสถานพยาบาลที่ดีที่สุดทั่วโลก, ให้คุณได้ประหยัดแรง ประหยัดเวลา ,และเป็นบริการที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย ฟรี, ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง, การันตี ไม่มีการบวกราคาเพิ่ม. แล้วคุณจะมัวรออะไร?

    Free
    ฟรี
    best price
    ราคาดีที่สุด
    easy selection
    ตัวเลือกเยอะที่สุด
    risk free
    ไม่มีความเสี่ยง

    สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับกายภาพบำบัด

    กายภาพบำบัด คือ กระบวนการฟื้นฟูร่างกายของมนุษย์ให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ และป้องกันภาวะทุพพลภาพหรือพิการที่อาจเกิดขึ้น วัตถุประสงค์ของการทำกายภาพบำบัดคือ เพื่อฟื้นฟูการทำงานของร่างกายหลังเกิดการการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากภาวะต่างๆ ซึ่งกระบวนการทำกายภาพบำบัดได้แก่ การประเมิน การวินิจฉัยสาเหตุของอาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย และการรักษาตลอดจนการป้องกัน 

    สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพดังกล่าว สามารถไปเข้ารับการทำกายภาพบำบัด ดังนี้

    • ปวดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น ปวดหลังหรือปวดคอ
    • การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เช่น ข้อเท้าพลิก อาการปวดเข่าหลังการออกกำลังกาย
    • ผู้ที่มีอาการจากระบบประสาททำงานไม่ปกติ เช่น อาการกล้ามเนื้อกระตุก
    • ผู้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจสำหรับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiac Rehabilitation)
    • ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุจนส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายนอก เช่น แขน ขา ฯลฯ
    • ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ 
    • ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง
    • ภาวะพิการที่แขนหรือขา เช่น อัมพาต อัมพฤกษ์ 
    • ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อ

    ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นเด็ก และที่มีปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้ สามารถเข้ารับการทำกายภาพบำบัดได้

    • มีภาวะพัฒนาการช้า
    • ภาวะสมองพิการ
    • ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรม
    • พิการหรือได้รับบาดเจ็บที่กระดูกและกล้ามเนื้อ
    • มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจและปอด
    • มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด
    • ได้รับยาหรือแอลกอฮอล์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

    การทำกายภาพบำบัดมีขั้นตอนอะไรบ้าง

    การทำกายภาพบำบัด มีขั้นตอนอย่างไร

    เมื่อร่างกายเกิดอาการผิดปกติดังที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอาการผิดปกติดังกล่าวด้วยการทำกายภาพบำบัด โดยผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บจะต้องเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา โดยเริ่มต้นจากนักกายภาพบำบัดจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงสอบถามอาการและกิจกรรมประจำวันของผู้ป่วยเพื่อทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของอาการ แล้วจึงวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บได้ทำกายภาพบำบัดแล้วจะช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น รวมถึงการฟื้นฟูและเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความทนทาน ความแข็งแรง ความสมดุลในการเคลื่อนไหวของร่างกาย และการทำงานประสานกันระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สำหรับขั้นตอนการรักษาทางกายภาพบำบัดจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

    1. การออกกำลังกาย เป็นการทำกายภาพบำบัดขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรรับการบำบัดโดยนักกายภาพบำบัด สำหรับการออกกำลังกายที่ถือว่าเป็นการทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การบำบัดเพื่อปรับปรุงท่าทางหรือเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายหัวใจและหลอดเลือด และการยืดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ผู้เข้ารับการบำบัดจะได้รับการทำกายภาพบำบัดด้วยการออกกำลังกายยืดเส้นเพื่อฝึกความแข็งแรงของร่างกาย เช่น ยกน้ำหนัก หรือฝึกเดิน เป็นต้น โดยนักกายภาพบำบัดจะช่วยฝึกการออกกำลังกายให้ผู้รับการบำบัดจนสามารถทำได้เองที่บ้าน ทั้งนี้การทำกายภาพในท่วงท่าต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละบุคคลด้วย และต้องอยู่ภายใต้การแนะนำจากนักกาบภาพบำบัดอย่างใกล้ชิดซึ่งจะต้องทำอย่างถูกวิธี เพราะไม่เช่นนั้น นอกจากจะไม่ได้ช่วยบรรเทาให้อาการปวดเหล่านั้นทุเลาลง ยังอาจจะทำให้อาการปวดทรุดหนักยิ่งกว่าเดิมได้

    2. เทคนิคการทำกายภาพบำบัดด้วยไฟฟ้า กายภาพบำบัดประเภทนี้จะทำการบำบัดร่างายด้วยเครื่องมือไฟฟ้า ได้แก่ การรักษาด้วยอัลตราซาวด์ การรักษาด้วยเลเซอร์ การบำบัดด้วยเครื่องช็อตเวฟไดอะเธอร์มีย์ (Wave Diathermy) และการรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (TENS)

    3. การบำบัดด้วยมือ ได้แกการนวดบำบัดอาการต่างๆ และการใช้มือเพื่อฝึกความต้านทานต่อร่างกาย รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นต้น

    4. กายภาพบำบัดประเภทอื่นๆ เช่น วารีบำบัด การฝึกเทคนิคการหายใจ และการรักษาโดยการฝังเข็ม เป็นต้น

    เวลาพักพื้นของการทำกายภาพบำบัด

    ระยะเวลาในการพักฟิ้นของผู้เข้ารับการทำกายภาพบำบัด ขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บนั้นๆ ซึ่งถ้าเป็นอาการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง เมื่อเข้ารับการบำบัดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพักฟิ้นเพราะร่างกายได้รับการฟื้นฟูในทันที หรืออาจจะพักฟื้นเป็นเวลาสั้นๆประมาณ 1-3 วัน เช่น การทำกายภาพบำบัดด้วยการออกกำลังกาย โดยทีหลังจากทำกายภพบำบัดแล้ว เมื่ออาการเหล่านั้นดีขึ้นหรือหายไป ก็สามารถกลับไปใช้กิจกรรมตามปกติได้ทันที หรือนักกายภาพบำบัดอาจพิจารณาให้พักฟื้นเพียงแค่ 1.3 วันเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ เป็นต้น

    ในขณะที่การทำกายภาพบำบัดแบบต่อเนื่องจะใช้ระยะเวลาในการพักฟิ้นนานกว่า เพราะผู้ที่เข้ารับการบำบัดอาจมีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บที่รุนแรง จนไม่สามารถพักฟื้นได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ เช่น การทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่่วยติดเตียง ที่จะต้องทำกายภพบำบัดเป็นระยะเวลาต่อเนื่องและบ่อยครั้ง จึงทำให้มีระยะพักฟื้นหลังจากการทำกายภาพบำบัดที่นาน หรือในกรณีหลังการผ่าตัดข้อเข่า จะต้องทำการพักฟื้นที่โรงพยาบาล และต้องได้รับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อาการเจ็บปวยทุเลาลงหรือหายไป ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการพักฟื้นประมาณ 1สัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพของผู้เขารับการบำบัดด้วย

    การดูแลสุขภาพหลังการทำกายภาพบำบัด

    เมื่อคุณเข้ารับการบำบัดอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บของร่างกายด้วยการทำกายภาพบำบัดแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การดูแลสุขภาพหลังการทำกายภาพบำบัดนั่นเอง รู้หรือไม่ว่า ถ้าคุณดูแลสุขภาพอย่างดีหลังจากการทำกายภาพบำบัด โอกาสที่การเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บก็จะน้องลง ทำให้อาการดีขึ้น สำหรับการดูแลสุขภาพหลังการทำกายภาพำบัดนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทและอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บก่อนเข้ารับการบำบัด ซึ่งนักกายภาพบำบัดจะให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพหลังการทำกายภาพบำบัดเป็นกรณีไป โดยการดูแลสุขภาพโดยพื้นฐานคือ การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีสารอาหารครอบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ และถ้านักกายภาพบำบัดให้ทำกายบริหาร ก็ให้ทำกายบริหาร ซึงเป็นการทำกายภาพบำบัดที่บ้านด้วยตนเอง โดยที่นักกายภาพบำบัดจะกำหนดเวลาและจำนวนครั้งในการทำกายภาพบำบัดในแต่ละกรณี ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอาการนั้นๆด้วย 

    อัตราประสบความสำเร็จ

    อัตราความสำเร็จของการทำกายภาพบำบัด ขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บของผู้เข้ารับการบำบัด ซึ่งถ้าผู้เข้ารับการบำบัดมีอาารเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บที่ไม่รุนแรงมาก เช่น การปลดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย หรือปวดเข่า เมื่อทำกายภาพบำบัดแล้ว มีโอกาสสูงที่จะหายเป็นปกติ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้เข้ารับการบำบัดมีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บที่รุนแรง เช่น การทำกายภาพบำบัดหลังประสบอุบัติเหตุ หรือการเป็นอัมพฤกษ์ โอกาสที่จะหายเป็นอยู่ในระหว่าง 50-100 % ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการนั้นๆ ตลอดจนความต่อเนื่องของการรักษา และปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้การทำกายภาพบำบัดสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ ตลอดจนสภาพจิตใจของผู้เข้ารับการบำบัดด้วย

    มีทางเลือกอื่นๆในการทำกายภาพบำบัดหรือไม่

    การทำกายภาพบำบัดมีทางเลือกมากมาย ขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยของคุณ ซึ่งการทำกายภาพบำบัดในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท ซึ่งเป้นการทำกายภาพบำบัดเพื่อรักษาและฟื้นฟูอาการป่วยที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอาการป่วยนั้นๆ ดังนี้

    1. การออกกำลังกาย เนื่องจากการทำกายภาพบำบัดมีรูปแบบการรักษาเพื่อช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ อาการป่วย หรือปัญหาสุขภาพต่าง ๆ รวมทั้งช่วยป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพ ดังนั้นการทำกายภาพบำบัดมักเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป้นการบริหารร่างกายเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความแข็งแรง ความทนทานของร่างกายตลอดจนช่วยให้การทำงานระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อประสานกันดียิ่งขึน  และยังเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายในการทำกิจกรรมแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยที่ทำกายภาพบำบัดประกอบด้วย

    • ยืดกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการตึงแข็งของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เป็นต้น
    • เพิ่มความแข็งแรงร่างกาย เพื่อฝึกความสมดุลของร่างกาย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่นหลัง ท้อง หรือสะโพก
    • ยกน้ำหนัก เป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ
    • ออกกำลังกายรูปแบบอื่น การเดินหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ก็ช่วยเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และความทนทานของร่างกาย

    2. เทคนิคบำบัดด้วยมือ (Manual Therapy) วิธีนี้คือการทำกายภาพบำบัดด้วยมือ เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดอาการเจ็บปวด และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกาย เทคนิคบำบัดด้วยมือประกอบด้วย

    • การนวด การนวดถือว่าเป็นกายภาพบำบัดชนิดหนึ่ง โดยที่นักกายภาพบำบัดจะนวดให้ผู้ป่วยโดยออกแรงกดลงไปตามร่างกาย การนวดจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดอาการเจ็บปวด
    • ขยับข้อต่อ (Mobilization) ผู้ป่วยที่เนื้อเยื่อเกิดอาการตึงหรือข้อติด จะได้รับการขยับข้อต่อโดยนักกายภาพบำบัดจะทำการพิจารณากระดูกและข้อต่อ และบิด ดึง หรือดันกระดูกและข้อต่อให้กลับเข้าตำแหน่งช้า ๆ การขยับข้อต่อจะช่วยให้เนื้อเยื่อที่อยู่รอบข้อต่อตึงน้อยลง รวมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นและจัดกระดูกให้อยู่ในแนวมากขึ้น
    • ดัดข้อต่อ (Manipulation) นักกายภาพบำบัดจะออกแรงกดไปที่ข้อต่อ โดยอาจใช้มือหรืออุปกรณ์พิเศษ นักกายภาพบำบัดจะค่อย ๆ ดัดข้อ หรืออาจทำการดัดข้อต่ออย่างรวดเร็ว รวมไปถึงอาจลงน้ำหนักเบาหรือแรงเพื่อดัดข้อต่อแตกต่างกันอย่างระมัดระวัง
    • การฝึกผู้ป่วย ผู้ที่เข้ารับการทำกายภาพบำบัดจะได้รับการฝึกให้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วยการออกกำลังกาย เพื่อช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ในบางครั้งนักกายภาพบำบัดอาจมีการฝึกใช้อุปกรณ์เสริมที่ช่วยในการเคลื่อนไหวแก่ผู้ป่วย เช่น การใช้ไม้ค้ำยันหรือเก้าอี้วีลแชร์ หรือการฝึกทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ความแข็งแรงหรือความสมดุลของร่างกาย การฝึกด้านต่าง ๆ นี้จะช่วยป้องกันผู้ป่วยไม่ให้ได้รับบาดเจ็บที่ข้อต่อหรือกล้ามเนื้อซ้ำอีกครั้ง

    3. กายภาพบำบัดแบบพิเศษ ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาด้วยวิธีพิเศษอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยนักกายภาพบำบัดจะได้รับการฝึกทำกายภาพวิธีพิเศษเพื่อรักษาผู้ป่วย ดังนี้

    • ฟื้นฟูระบบการทรงตัว (Vestibular Rehabilitation) เมื่อผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองทรงตัวได้ไม่ดี เช่น มีอาการบ้านหมุน หรือผู้ป่วยที่รู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนหรือเอียงนั้น จะได้รับการรักษาด้วยวิธีฟื้นฟูการทรงตัว เพื่อช่วยปรับความสมดุลของหูชั้นในที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายภายนอก เมื่อได้รับการทำกายภาพบำบัดด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ป่วยจะสามารถรับมือกับอาการบ้านหมุนที่เกิดขึ้นได้
    • รักษาดูแลบาดแผล บาดแผลที่มีลักษณะร้ายแรงหรือไม่สามารถหายได้ เกิดจากระบบไหลเวียนโลหิตไหลไปเลี้ยงบริเวณดังกล่าวไม่เพียงพอ ผู้ที่เกิดแผลลักษณะนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาบาดแผลอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์จะทำความสะอาดและพันแผลให้เรียบร้อยอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยการบำบัดด้วยออกซิเจนหรือกระตุ้นไฟฟ้า การทำกายภาพบำบัดจึงช่วยให้ผู้ป่วยขยับหรือจัดท่า เพื่อให้การรักษาบาดแผลนั้นดีขึ้น
    • กายภาพบำบัดสำหรับปัญหาอุ้งเชิงกราน ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานจะได้รับการทำกายภาพบำบัดสำหรับรักษาปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยที่ประสบภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้หรือผู้ที่ปวดท้องน้อย จะได้รับการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด เพื่อควบคุมหรือบรรเทาอาการของโรคให้ทุเลาลง
    • กายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากอาการของโรค หรือได้รับผลข้างเคียงจากการรักษา อันส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวจะได้รับการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย เพื่อรักษาปัญหาดังกล่าวให้หาย
    • นวดกระตุ้นระบบน้ำเหลือง ผู้ที่ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนไม่ดี จะได้รับการนวดเพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลือง โดยวิธีนี้จะช่วยลดอาการบวมน้ำเหลืองที่เกิดจากการที่น้ำเหลืองไม่ไหลออกจากเนื้อเยื่อภายในร่างกาย

    4. วิธีบำบัดอื่น ๆ  การทำกายภาพบำบัดประกอบด้วยวิธีรักษาลักษณะอื่นอีกหลายประการ ดังนี้

    • ประคบเย็น การประคบเย็นด้วยน้ำแข็งจะช่วยบรรเทาอาการปวด บวม และอักเสบจากการได้รับบาดเจ็บหรือปัญหาสุขภาพ เช่น โรคข้ออักเสบ โดยจะใช้น้ำแข็งประคบครั้งละ 20 นาที วันละหลายครั้ง ทั้งนี้ นักกายภาพบำบัดยังใช้โลชั่นหรือสเปรย์สูตรเย็นในการรักษาผู้ป่วย
    • ประคบร้อน ผู้ที่มีอาการข้อต่อติดแข็งจากโรคข้อเข่าเสื่อมหรือขยับร่างกายไม่ได้ ควรประคบร้อน เพื่อให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนคลายตัวและมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยง ทั้งนี้ การประคบร้อนยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวก่อนออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและประคบร้อนเร็วเกินไป อาจเกิดอาการบวมที่บริเวณดังกล่าวมากขึ้น
    • รักษาด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound Therapy) วิธีนี้จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการบรรเทาอาการกล้ามเนื้อกระตุก ช่วยคลายกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย บรรเทาอาการปวดและอักเสบ รวมทั้งกระตุ้นให้อาการป่วยที่เป็นอยู่ดีขึ้น
    • กระตุ้นด้วยไฟฟ้า (Electrical Stimulation) วิธีนี้จะใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นการทำงานของร่างกาย โดยใช้กระแสไฟฟ้าระดับต่ำรักษาอาการเจ็บปวด หรือกระตุ้นกล้ามเนื้อให้บีบตัวทั้งนี้ การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าถูกนำมาศึกษาเพื่อใช้เป็นวิธีรักษาบาดแผลและกระดูกหักด้วย

    วารีบำบัด (Hydrotherapy) วิธีนี้คือการรักษาโรคและดูแลสุขภาพด้วยการทำกิจกรรมอยู่ในน้ำ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การออกกำลังในน้ำ (Water Exercise) วารีบำบัดจะใช้รักษาผู้ที่ป่วยโรคข้อเสื่อม ประสบภาวะปวดกล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อนหรือโรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) หรือเกิดอาการปวดหลัง

    ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้นำเสนอนี้ได้รับการตรวจสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว แต่ทางเราขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ของคุณ ก่อนเข้ารับการการบริการ/รักษาจากผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ท่านเลือก เนื้อหานี้อัปเดตล่าสุดเมื่อ 29/12/2020

    รีบใช่ไหม?

    ใส่สิ่งที่คุณต้องการค้นหาและคลิกสอบถามเพื่อ ติดต่อคลีนิกชั้นนำทั้งหมดของเรา

    กรุณาใส่การศัลยกรรม หรือการรักษา ที่ถูกต้อง

    สอบถามตอนนี้