Dollars sign จองกับเราไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ค้นหาจากแผนที่
Thaigerdeals
Thaigerdeals
Thaigerdeals
Thaigerdeals
โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล
Mordee ปากเกร็ด, นนทบุรี
2022 ภาษาไทย รังสีวินิจฉัย วิทยาต่อมไร้ท่อ เวชศาสตร์ทั่วไป ร้านกาแฟ ฟรี Wi-fi หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ
โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้บริการเฉพาะทางทุกสาขาในระดับพรีเมียม โดย บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทโรงพยาบาลชั้นนำ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหนึ่งในบริษัทดีที่สุดของเอเชีย ตามการจัดอันดับของ นิตยสารฟอร์บส์ในปี 2552 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 มีน... อ่านต่อ

การรักษา โรคอ้วน ด้วยวิธีผ่าตัด (Bariatric Surgery)

โรคอ้วน เป็นโรค ที่มีการสะสม ของไขมัน ในร่างกาย มากถึงขนาด ที่อาจมี ผลเสีย ต่อสุขภาพ มากมาย โดยที่ให้ คนอ้วน มีปัญหา สุขภาพ เพิ่มขึ้น และมี อายุสั้นลง ซึ่งการตรวจดูว่า บุคคลนั้น อ้วนหรือไม่ สามารตรวจ ได้จาก ดัชนีมวลกาย ซึ่งเป็นการวัด มีค่าเท่ากับ น้ำหนัก (หน่วยเป็น กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง บุคคลที่มี ดัชนี มวลกายเกิน 30 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร ถือว่า เป็นโรคอ้วน แต่หากอยู่ ในช่วง 25-30 กิโลกรัม ต่อ ตารางเมตร ถือว่าเป็น น้ำหนักเกิน โรคอ้วน ส่งผล ให้เกิด โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2, โรคหัวใจ, ภาวะ หยุดหายใจ ขณะหลับ ชนิดอุดกั้น, โรคมะเร็ง บางชนิด และโรคข้อเสื่อม สาเหตุที่ ทำให้เกิด โรคอ้วน คือ พันธุกรรม, การกินอาหาร มากเกินไป, การขาด การออก กำลังกาย, โรคของ ต่อมไร้ท่อ ยาหรือการ  ป่วยจิตเวช เป็นหลัก การรักษา โรคอ้วน ส่วนใหญ่ สามารถ ทำได้โดย การจำกัด อาหาร และการออก กำลังกาย เป็นหลัก ของการ รักษาโรคอ้วน สามารถ ปรับปรุง คุณภาพอาหาร ด้วยการ ลดการ บริโภค อาหารที่มี พลังงานสูง เช่น อาหารที่มี น้ำตาล และไขมันสูง และเพิ่มการ รับประทาน อาหารที่มี กากใยอาหาร หรืออาจกิน ยาลดวามอ้วน เพื่อลด การดูดซึม ไขมัน และความ อยากอาหาร แต่หากการ ปรับการ รับประทาน อาหาร, การออกกำลังกาย และการใช้ยา ไม่ได้ผลแล้ว การผ่าตัด รักษาโรคอ้วน เป็นการรักษา ผู้ป่วย โรคอ้วน ที่ให้ผล การรักษา เป็นที่ ได้ผลเป็น ที่น่าพอใจ อีกทั้ง ยังเป็น การรักษา มาตรฐาน สำหรับผู้ป่วย ที่มี น้ำหนักตัวมาก เกินมาตรฐาน ซึ่งไม่สามารถ ออกกำลังกายได้ มีความเสี่ยง ในการบาดเจ็บ จากการ ออกกำลังกาย หรือเป็นโรคอ้วน ขั้นรุนแรง ที่เรียกว่า โรคอ้วน ทุพลภาพ

วิธีการผ่าตัด รักษาโรคอ้วน มีวิธีไหนบ้าง?

ปัจจุบัน การผ่าตัด รักษาโรคอ้วน มีหลากหลายวิธี แต่วิธี ที่ได้รับ ความนิยม มากที่สุด 3 วิธี คือ

  • การผ่าตัด กระเพาะเพื่อ ลดน้ำหนัก แบบปรับได้ (Lap banding) คือ การนำห่วงรัด ที่สามารถ ปรับได้ ไปรัด กระเพาะ เพื่อลด ปริมาณ การทานอาหาร ลงต่อครั้ง เป็นการผ่าตัด ที่มีแผล ขนาดเล็ก ที่บริเวณ หน้าท้อง ซึ่งเป็น การผ่าตัด ด้วยการใช้ การส่องกล้อง ซึ่งขนาด ของห่วงรัด สามารถ ปรับได้ หลังทำ การผ่าตัด ด้วยการใช้ เข็มใส่น้ำ เข้าไป โดยปริมาณน้ำ ที่ใส่เข้าไป จะเป็นตัว คุมขนาด ห่วงรัด และปริมาณ การทานอาหาร ของกระเพาะ อาหาร ในแต่ละครั้ง ซึ่งวิธีนี้ ได้รับ ความนิยมมาก ทำง่าย และยังสามารถ เอาห่วงรัด ออกได้ เมื่อไม่ใช้งาน อีกทั้งยังมี มีภาวะ แทรกซ้อนน้อย การลดน้ำหนัก ด้วยวิธีนี้ ทำให้น้ำหนัก ลดได้ถึง 45-75% หลัง 2 ปี  เช่น คนที่มี น้ำหนัก เกินพิกัด 55 กิโลกรัม จะลดได้ ประมาณ 25-40 กิโลกรัม ภายใน 2 ปีหลังการ ทำผ่าตัด
  • การผ่าตัด บายพาส กระเพาะอาหาร และลำไส้ (Gastric bypass) คือ การทำ การผ่าตัด นำลำไส้ ไปต่อ กระเพาะอาหาร จึงทำให้ อาหารไม่ผ่าน ไปยังกระเพาะ จะทำให้ ทานอาหาร ได้น้อยและ รู้สึกอิ่มเร็ว วิธีการนี้ ได้ผล 62-68% ในปีแรก หลังปี 1-2 อาจลดได้ 50-75% เช่น คนที่มี น้ำหนักมากเกิน พิกัด 55 กิโลกรัม จะลดได้ ประมาณ 27-40 กิโลกรัม
  • การตัด และเย็บ กระเพาะอาหาร Gastric sleeve (Sleeve gastrectomy) เป็นการผ่าตัด กระเพาะอาหาร ให้เล็กลง ทำให้ ฮอร์โมน ต่าง ๆ ลดลง ทำให้ไม่ รู้สึกหิว มีความปลอดภัย กว่าการควบคุม การหิว ด้วยวิธีการทำ Gastric bypass และมีความ ปลอดภัย กว่าวิธี Lap banding เนื่องจาก ไม่ต้องใส่ สิ่งแปลกปลอม เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ น้ำหนักลด ได้ 33%  ในปีแรก เช่น คนที่มี น้ำหนักมาก เกินพิกัด 55 กิโลกรัม จะลดลงได้ประมาณ 18 กิโลกรัม ในปีแรก

ภาวะ แทรกซ้อน หลังการ ผ่าตัด มีอะไรบ้าง?

  • มีการติดเชื้อ
  • ต้องทำการ ผ่าตัดใหม่
  • มีเลือดออก
  • ทางเดินอาหารรั่ว

หลังผ่าตัด สามารถเกิด ภาวะ แทรกซ้อน สำคัญ ได้ เช่น มีเลือด อุดตัน ที่ปอด, หัวใจ, เกิดโรค ปอดบวม, ทางเดิน ปัสสาวะ อักเสบ คล้ายการ ทำผ่าตัดทั่วไป แต่ภาวะ แทรกซ้อน เหล่านี้ จะน้อยลง หากทำใน สถานพยาบาล ที่มีแพทย์ หรือ ทีมงาน ที่มีความ เชี่ยวชาญ และมี เครื่องมือแพทย์ ที่พร้อมเพียง มีการติดตาม ผู้ป่วย หลังจาก การผ่าตัด อย่างสม่ำเสมอ 

การผ่าตัด ลดน้ำหนัก ให้ผลดี อย่างไร ?

การผ่าตัด ลดน้ำหนัก สามารถให้ผล การลดน้ำหนัก ที่ยั่งยืน สามารถ รักษาโรค ร่วมต่าง ๆ ที่เกิดกับ โรคอ้วนได้ เช่น โรคเบาหวาน, โรคไขมัน ในเลือดสูง, โรคความดันสูง, โรคไขมัน พอกตับ, โรคนอนกรน การหยุด หายใจ ตอนนอนหลับ และภาวะ มีบุตรยาก เป็นต้น การผ่าตัด เพื่อรักษา โรคอ้วนนั้น จะเป็นการ แก้ปัญหา ที่สาเหตุ กล่าวคือ เป็นการผ่าตัด เพื่อลดขนาด ของกระเพาะ อาหาร หรือลด การดูดซึม ของลำไส้ เมื่อผ่าตัดแล้ว จะช่วยให้ ผู้ป่วย รับประทาน อาหาร ได้ลดลง ควบคุมอาหาร ได้ดีขึ้น จากการที่ กระเพาะ อาหารมี ขนาดเล็กลง

หลังทำ การผ่าตัด ต้องทำ อะไรบ้าง?

  • ต้องพักฟื้นอยู่ ในโรง พยาบาล ประมาณ 3 วัน เพื่อแน่ใจว่า ไม่มีภาวะ แทรกซ้อน และไม่ต้อง รับยาแก้ปวด
  • เมื่อแพทย์ อนุญาต ให้กลับบ้าน ได้ควรทาน อาหารที่ นักโภชนา บำบัดแนะนำ
  • ให้ออก กำลังกาย เมื่อรู้สึก ดีขึ้นแล้ว มีโปรแกรม การออก กำลังกาย เฉพาะ ผู้ป่วย ประเภทนี้
  • สิ่งสำคัญ ที่ควรทำ คืออะไร?
  • ดื่มน้ำ ก่อนหรือ หลังทาน อาหาร 30 นาที
  • เวลาทาน อาหาร อย่าทาน ตอนดูโทรทัศน์
  • เคี้ยวอาหาร อย่างช้า ๆ และละเอียด
  • ทานอาหาร ทุกมื้อ แต่ทาน ทีละน้อย บ่อยครั้ง
  • หยุดทาน อาหาร เมื่อรู้สึกอิ่ม
  • หลีกเลี่ยง การทานอาหาร ที่มีไขมันสูง  หรือของมัน และหวาน
  • ทานอาหาร ที่มีวิตามิน  และอาหารเสริม ตามความจำเป็น

ดังนั้น หลังการผ่าตัด จะต้องใช้ เวลา ในการปรับตัว เรื่องการทาน อาหาร อาจจะไม่ชอบ อาหารที่เคยชอบ หรือทานอาหารใหม่ ที่ไม่เคย 
ทาน มาก่อนจน ทำให้เครียด ซึ่งจะขึ้น อยู่กับ ฮอร์โมน ที่ออกมาด้วย  จึงต้อง ปรึกษา นักโภชนบำบัด  ซึ่งจะใช้ เวลาประมาณ 1-2 ปี จึงจะรู้ว่า น้ำหนัก เป็นอย่างไร ทั้งนี้ ต้องปรึกษา นักโภชนา บำบัดสม่ำเสมอ  จำกัดอาหาร ออกกำลังกาย และทานแต่ อาหารที่มี ประโยชน์ทุกวัน  ต่อเนื่อง  ถึงหลังทำผ่าตัด  จนน้ำหนักคงที่ 

 

 

ประเทศไทย มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางราชการว่า ราชอาณาจักรไทย ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายโดยแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาค 77 จังหวัด และมีอากาศค่อนข้างร้อนชื้นตลอดทั้งปี 

เป็นที่ยอมรับกันว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก นำพาชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยให้เดินทางมาท่องเที่ยวและอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยเหตุผลนานานับประการ และในปัจจุบันประเทศไทยยังมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากมีความพร้อมในการให้บริการที่ได้มาตรฐานในระบบสากล รวมทั้งมีค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่า และใน ปัจจุบัน ประเทศไทย มีจํานวนสถานพยาบาล ที่ได้รับ การรับรอง มาตรฐาน ในระดับ สากล JCI มากที่สุดใน AEC ถึง 56 แห่ง ซึ่งมาก เป็นอันดับ 4 ของโลก อีกด้วย

จังหวัดท่องเที่ยวที่ยอดนิยมของไทย

กรุงเทพมหานคร อันดับหนึ่งตลอดกาลคงต้องยกให้กับจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีย่านธุรกิจ และ  แหล่งช้อปปิ้งอีกมากมาย ซึ่งถ้าพูดถึงที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ทุกคนต้องแวะไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติคือ วัดพระแก้ว, วัดอรุณ, วัดโพธิ์, เยาวราช, ถนนข้าวสาร, ตลาดนัดจตุจักร และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งการเดินทางคมนาคมในกรุงเทพฯนั้นก็แสนจะสะดวกสบาย สามารถเดินทางได้โดยขนส่งสาธารณะ เช่น Airport link, BTS, MRT, รถแทกซี่, รถเมล์, รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น

เชียงใหม่ เชียงใหม่ก็ถือเป็นเมืองยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในช่วงหน้าหนาว ซึ่งมีอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายละมีบรรยากาศที่ดี เชียงใหม่ยังเป็นเมืองที่มีธรรมชาติที่สมบูรณ์ และยังเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม สถานที่ที่น่าสนใจในเชียงใหม่ ได้แก่ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ ถนนนิมมานเหมินทร์ วัดอุโมงค์ เป็นต้น เชียงใหม่เป็นเหมือนศุนย์กลางการท่องเที่ยวทางภาคเหนือ เพราะสามารถต่อรถไปยังที่เที่ยวรอบ ๆ ได้อย่างสะดวก เช่น จ. เชียงราย, จ. แม่ฮ่องสอน เป็นต้น

ภูเก็ต เกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีหาดทรายที่สวยงาม มีน้ำทะเลใส เหมาะกับการเล่นน้ำและดำน้ำ หรือทำกิจกรรมทางน้ำแบบอื่น ๆ ชายหาดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวก็คือ หาดป่าตอง, หาดกะตะ, หาดกะรน เป็นต้น ทั้งสามารถซื้อทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับยังเกาะใกล้ ๆได้ เช่น หมู่เกาะพีพี, เกาะราชา, เกาะไข่ เป็นต้น หากใครที่ไม่ชอบทะเล ก็สามารถเข้าไปเที่ยวชมวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวภูเก็ตภายในตัวเมืองได้ เช่น สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสที่ถนนถลาง, ซอยรมณีย์ หรือ ไหว้พระขอพรจากวัดฉลองซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวภูเก็ต เป็นต้น

พัทยา ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนและเป็นที่นิยมมากแห่งหนึ่งไม่แพ้สถานที่อื่น ๆ และเป็นที่รู้จักกันมากกว่าตัวจังหวัด และเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตของคนไทยเพราะใกล้กรุงเทพเพียงแค่ 100 กิโลเมตร สามารถมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับได้สบาย และนอกจาก วอล์คกิ้งสตรีท ที่หลายๆคนนึกถึง พัทยายังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ปราสาทสัจธรรม, สวนน้ำรามายณะ เป็นต้น ซึ่งการเดินทางยอดนิยมสำหรับการมาพัทยาคือ การขับรถยนต์ส่วนตัว และการนั่งรถตู้จากกรุงเทพฯ และเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับเดินทางมาพักผ่อนแบบครอบครัวอีกด้วย

สภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เขตศูนย์สูตร มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นตัวกำหนดลักษณะอากาศของประเทศไทย พื้นที่ส่วนบนเป็นภูเขาและที่ราบสูง พื้นที่ส่วนกลางเป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ทางใต้เป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล

ลักษณะภูมิอากาศ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ฤดูกาล ดังนี้ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม, ฤดูฝน จะเริ่ม ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน ถึงตุลาคม และฤดูหนาว จะเริ่ม ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ถึงมกราคม

อุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ร้อนและไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยมีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 27 องศาเซลเซียส มีค่าสูงสุดเฉลี่ย 32 องศาเซลเซียส และและต่ำสุด 22 องศาเซลเซียส โดยมีค่าอุณหภูมิผันแปรตามสภาพภูมิประเทศ กล่าวคือ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศร้อนจัดและหนาวจัดกว่าภาคอื่น ๆ, ภาคกลางและภาคตะวันออก มีบางส่วนของพื้นที่ติดกับทะเล ทำให้อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วไปประมาณ 28 องศาเซลเซียส, ภาคใต้ทั้งสองฝั่งล้อมรอบด้วยทะเล อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 27.3 องศาเซลเซียส

การเดินทางในประเทศไทย

การเดินทางในประเทศไทย ไม่ว่าจะเดินทางไปที่จังหวัดไหนก็มีความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ

ทางบก ก็มีเส้นทางหลักที่สะดวกไปได้ทั่วถึงทุกจังหวัดในประเทศไทย และมีทางเลือกที่หลากหลาย เช่น การเดินทางโดยรถประจำทาง, รถแทกซี่ (มีบริการในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ), รถมอเตอร์ไซค์ (นิยมใช้บริการในระยะใกล้ๆ) รถเช่า, หรือรถยนต์ส่วนบุคคล

ทางอากาศ ปัจจุบันประเทศไทยมีสายการบินในประเทศหลายสาย ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ยอดนิยม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว

ทางน้ำ เนื่องจากเมืองไทยมีแม่น้ำลำคลองอยู่ทั่วไป และยังมีหลายคลองที่มีเรือโดยสารวิ่งรับส่งคนตามท่าเรือต่าง ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ

ประชากรในประเทศไทย

ประเทศไทย มีจำนวนประชากรโดยประมาณ 65 ล้านคนซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ โดยประมาณ 3 ใน 4 มีเชื้อสายไทย นอกจากนี้ยังมีคนไทยเชื้อสายจีนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งคนไทยเชื้อสายมลายูในภาคใต้ตอนล่าง และคนไทยเชื้อสายมอญ เขมร และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ และประชากรส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ตามลำดับ

ข้อมูลอื่น ๆ

ภาษา ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาราชการเพียงภาษาเดียว มีการระบุว่าเป็นภาษาหลักของการศึกษาและใช้ในราชการ ในขณะที่ ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่สองที่พบมากที่สุดในประเทศไทย

สกุลเงิน สกุลเงินที่ใช้เป็นสกุลเงินบาท

วันหยุด ราชการ ที่สำคัญ ของไทย ได้แก่ วัน ขึ้นปีใหม่, วัน สงกรานต์,วัน เฉลิมพระชน มพรรษา ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินี, วัน แม่แห่งชาติ เป็นต้น

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นับเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาลในเวลาที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในประเทศไทย เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น โดยที่ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ของ เอเชีย  เนื่องจากไทยมีหน่วยการแพทย์ที่มีคุณภาพ มีราคาที่ไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้การรักษา รวมถึงประเทศไทยนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ มีจุดเด่น ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และมีสถานพยาบาลที่พร้อม เช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต, และเกาะสมุย เป็นต้น